Thursday, June 10, 2010

ครส.-ฮิวแมนไรต์วอตช์ ยื่นหนังสือจี้นายกฯ ปฏิรูปตำรวจ

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน ญาติผู้เสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และที่ปรึกษา Human Rights Watch เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการปฏิรูปตำรวจ เพื่อสร้างบรรทัดฐานด้านการคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน และหยุดวัฒนธรรมที่ขาดความรับผิดชอบต่อประชาชน

วันนี้ (18 ส.ค.) เมื่อเวลา 14.30 น. นายเมธา มาศขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษชน (ครส.) พร้อมด้วยนายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประจำประเทศไทย นางพิกุล พรหมจันทร์ เเละนายประเสริฐ เหล่าโภพันธุ์ ญาติผู้เสียหายจาการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ เเละน.ส.ประทับจิตร นีละไพจิตร คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ เดินทางมา ด้านหน้าตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อสร้างบรรทัดฐานการทำงานโดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน หยุดวัฒนธรรมที่ขาดความรับผิดชอบต่อประชาชนของเจ้าหน้าที่รัฐ

โดย นายเมธากล่าวว่า ปัจจุบันมีปัญหาการคอร์รัปชันในหมู่ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจตามกฎหมาย จนสั่งสมเป็นโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมทางสังคม มีระบบอุปถัมภ์ และระบอบอำนาจนิยม รวมทั้งสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยหลายกรณีเกี่ยวข้องและพัวพันกับโครงสร้างและวัฒนธรรมของการใช้อำนาจเหล่านั้น โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นประตูด่านชั้นแรก ซึ่งกลับพบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจบางส่วนมีส่วนพัวพันกับการใช้อำนาจโดยมิชอบ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว และการละเมิดสิทธิมนุษยชนเสียเอง

นายเมธากล่าวต่อไปว่า ตามที่ปรากฏว่ามีการซื้อขายตำแหน่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์โดยมิชอบภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อแลกกับอำนาจและผลประโยชน์ โดยมิได้คำนึงความรู้ความสามารถที่แท้จริง เป็นเหตุให้ตำรวจที่ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมและโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน ทำให้ภาพลักษณ์ของ สตช.ต่ำลง จากผู้รักษากฎหมายกลายเป็นเพียงองค์กรแห่งอำนาจผู้มีอิทธิพล และผลประโยชน์

นอกจากนี้ คดีสิทธิมนุษยชนหลายคดีที่มีตำรวจไปเกี่ยวข้องพัวพัน รวมถึงมีการใช้อำนาจช่วยเหลือกัน จนเป็นอุปสรรคในการคลี่คลายเพื่อทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคมและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งหลายกรณีมีการซ้อมทรมานผู้ต้องหา และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกฎหมายปละกระบวนการยุติธรรม อาทิ คดีเชอรี่ แอนน์ ดันแคน คดีนายสมชาย นีละไพจิตร คดีช็อตไข่ผู้ต้องหาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา คดีนายกมล เหล่าโสภาพันธ์ ซึ่งถูกอุ้มหายที่สถานีตำรวจภูธรบ้านไผ่ ต.ขอนแก่น คดีอุ้มฆ่าเยาวชนและประชาชนหลายสิบคดีที่จังหวัดกาฬสินธุ์ และคดีนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ เป็นต้น

ตัวแทน ครส.กล่าวอีกว่า ฉะนั้นตัวแทนขอเรียกร้องว่า 1.ขอให้รัฐบาลใช้โอกาสนี้ปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจังและสอบสวนคดีต่างๆ โดยเร่งด่วน เพื่อสร้างบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรมไทย เพื่อยุติวัฒนธรรมการใช้อำนาจโดยมิชอบ และสร้าง สตช.ให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน และกรณีที่ตำรวจร่วมกระทำผิดจะต้องมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่นร่วมสอบสวน-สืบสวนด้วย เช่น สภาทนายความ อัยการพิเศษ องค์กรสิทธิมนุษยชน

2.ขอให้ปฏิรูปการทำงานของดีเอสไอ เพราะจากเหตุการณ์ที่ปรากฏว่ามีการเรื้อค้นตู้เหล็กเก็บเอกสารและสำเนา สำนวนสอบสวนในยามวิกาล ภายในสำนักงานดีเอสไอ ในคดีที่ตำรวจมีส่วนพัวพันในข้อกล่าวหา ซึ่งสะท้อนว่ามีเจ้าหน้าที่ซึ่งอาจเป็นคนในดีเอสไอเองดำเนินการช่วยเหลือผู้กระทำผิดในคดี จึงขอให้รัฐบาลดำเนินการสอบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดอย่างเร่งด่วน และพิจารณาสั่งย้ายหรือพักราชการเพื่อป้องกันการใช้อำนาจข่มขู่คุกคาม และนอกจากนี้ยังเสนอให้มีการประเมินการทำงานของอธิบดี ดีเอสไอ

3.ขอให้สร้างบรรทัดฐานคดีสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยผู้กระทำผิดจะต้องไม่ลอยนวล ไม่ปล่อยให้มีการช่วยเหลือกันในระบบอุปถัมภ์ของผู้มีอำนาจ

ด้าน นายอภิสิทธิ์กล่าวภายหลังจากรับหนังสือร้องเรียนว่า ตนจะพยายามติดตามการสืบสวนคดีต่างๆ ให้โปร่งใส เเละจะพยายามสะสางคดีเก่าๆ เท่าที่สามารถกระทำได้เเละยืนยันว่าจะไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการใช้อำนาจเข้าเเทรกเเซงคดีที่มาร้องเรียน


No comments:

Post a Comment